File 02: Bokurano

posted on 21 Oct 2011 20:03 by eva-tabris

Bokurano

(จำกัดเลทคนดู 17+)
Directer: Hiroyuki Morita
 
 
 

“ชีวิตของพวกเธอเพียง15คน แลกกับชีวิตคนบนโลกทั้งหมดเชียวนะ คุ้มจะตายไป”

ครั้งแรกที่ผมอ่านคำโปรยนี้ ผมอึ้งมาก...อีกหนึ่งอนิเมะติดฟัน แต่เคี้ยวง่าย จากสตูดิโอ Gonzo ซึ่งผมจะแนะนำแบบหนังสือ11เล่มจบจะดีกว่า เพราะอนิเมะดูจะยืดเรื่องมากเกินความจำเป็น เรื่องนี้เข้าใจง่ายกว่าอีวานเกเลี่ยน แต่ถ้าคนดู ดูอย่างไม่มีพื้นฐานทางความคิดก็ไปไม่รอด..ไปไม่รอดหมายถึงอะไร? ผมหมายถึง ถ้าดูแล้วไม่คิดตามก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาเช่นเดียวกับอีวา เรื่องนี้มันเข้าใจง่ายกว่าก็เลยไม่หนักสมองอะไรมาก เข้าถึงง่ายกว่า แรงจูงใจในการรับชมจึงมากขึ้นกว่าอีวาระดับหนึ่ง แต่ลายเส้นกับตัวละครคงไม่พอใจขาโมเอะเท่าอีวาหรอก (ลายเส้นพอๆกับ summer wars น่ะครับ)

คำชี้แจงและเรื่องอื่นๆอยู่ในนี้ http://eva-tabris.exteen.com/cyclopedia

ถึงจะเด็กเยอะ แต่มันไม่ใช่การ์ตูนขายคาแรคเตอร์ แต่ล่ะคนสีหน้าสิ้นหวังกันเกือบทั้งเรื่อง มันขายเนื้อเรื่องซึ่งจิตวิทยาบานตรึม โดยเฉพาะการนำเสนอทฤษฎี Child Psychology (ที่นักศึกษาจิตวิทยาก็ยังต้องมึน)ทฤษฎีโลกของเด็ก และการเจริญเติบโตทางด้านความคิด ผมจะไม่พูดรีวิวอะไรมาก เพราะจะเสียความรู้สึกขั้นเทพ แต่ก็ถือว่าสปอร์ยด้านแนวคิดเยอะพอตัว เพราะฉะนั้นถ้าอยากลองคิดเองนับตั้งแต่บรรทัดนี้ไปไม่ต้องอ่านนะครับ ไปหามาสัมผัสก่อนแล้วค่อยมาอ่านความเห็นและแนวคิดของผม...ปวดหัว รับไม่ได้ ก็ง่ายนิดเดียวไม่ต้องดู!!

 

อนิเมะเรื่องนี้สื่อและสะท้อนปัญหาทางจิตใจของเด็กและปัญหาสังคมต่างๆ พื้นฐานและหลากฐานของมนุษย์แต่ล่ะคนนั้นไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะได้ทำในสิ่งเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีเจตนาความคิดเดียวกันเลย แน่นอนว่าถึงจะมีจุดร่วมเดียวกันแต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจกันได้ ภายใต้ความขัดแย่งนี้จึงเกิดความหลากหลายขึ้นมาในสังคมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม นี้คืออนิเมะสำหรับผู้ใหญ่ที่ยังสามารถเข้าถึงจิตใจและความเป็นเด็กได้ หมายถึงผู้ใหญ่ที่เคยผ่านประสบการณ์เป็นเด็กอย่างสมบูรณ์มาแล้ว ผู้ใหญ่ที่ยังคงจำความคิดในวัยเด็กของตนเองได้ (ถ้าไม่เข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร ก็ตัดสินใจได้เลยครับว่าไม่ต้องไปค้นหามาดูหรืออ่านจะดีกว่า) ซึ่งมันหมายความว่าเด็กไม่ควรดูและไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ที่คิดว่าชีวิตนี้มันเพียงพอแล้ว ความคิดหรือโลกวัยเด็กไม่จำเป็นอีกต่อไป(ในหลายๆความหมาย) หรือที่พูดง่ายๆคือคนที่ลืมจุดมุ่งหมายของตนเองในวัยเด็กไปแล้วจะไม่เหมาะกับการ์ตูนเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง แต่การลืมกับการไม่ได้สานต่อนั้นไม่เหมือนกันนะ การไม่ได้สานต่อคือยังจำได้ แต่ก็อาจจะล้มเลิกความคิดไปแล้ว

เพราะคุณจะไม่มีวันดูแล้วเข้าใจแน่นอน โลกของทุกคนนั้นไม่เหมือนกัน...เพียงแต่ โลกของคุณเป็นแบบไหน? โลกที่แท้จริงของคุณคืออะไร? คุณรู้จักโลกของคุณดีพอหรือยัง? โลกของคุณนั้นมีใครอยู่บ้าง? โลกของคุณนั้นใหญ่หรือเล็ก? แล้วคุณจะปกป้องโลกของคุณแบบไหน? โลกของคุณมีอะไรสำคัญบ้าง?

อะไรคือเป้าหมายของคุณล่ะ?
 
เมื่อไรกันนะที่คุณรู้สึกว่าตนเองเติบโตแล้ว? เมื่อไรกันนะที่คุณรู้สึกว่าชีวิตนี้มันยังไม่พอ?แล้วเมื่อไรกันนะที่คุณรู้สึกว่ามันไม่น่ากลัว? ยังจำได้ไหมว่าโลกส่วนตัวของคุณในอดีตนั้นเป็นยังไง? มันเหมือนกับตอนนี้ไหม? ทั้งอดีตและปัจจุบัน คุณยังอยากทำอะไรอยู่? มันเป็นเจตนาเดียวกันกับตัวคุณในอดีตหรือเปล่า? แล้วโลกของคนรอบตัวคุณล่ะ เหมือนกับโลกของคุณหรือเปล่า? เมื่อไรกันนะที่คุณรู้จักกับคนอื่น? คำถามเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนที่ผมดูเรื่องนี้ ทันทีที่ผมสัมผัสเรื่องนี้ ผมก็ตกใจกับตัวเองว่าผมเคยคิดแบบเด็กๆในเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเคยมีความฝันที่ไม่มีวันจะสมบูรณ์เช่นเดียวกับเด็กๆในเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องก้าวต่อไปได้คือคนรอบตัวที่ผมพร้อมจะปกป้อง แต่ว่าพื้นฐานของสามัญสำนึกของคนอื่น “ของเด็กคนอื่น” อาจไม่เหมือนผม ไม่สิ มันไม่มีวันเหมือนผมอยู่แล้ว “ไม่มีใครบนโลกคิดเหมือนกันได้” ผมไม่มีวันเข้าใจคนที่เล่นเปียโนเป็น ไม่มีวันเข้าใจคนที่เกิดมาพร้อมกับพี่น้อง แล้วผมก็ไม่มีวันเข้าใจคนที่เรียนเก่งขั้นเทพ ชีวิตนี้มีครบทุกอย่าง แต่บางทีเขาก็อาจจะรู้สึกว่าตนเองชีวิตนี้ไม่รู้สึกสมบูรณ์เท่าคนอย่างผม “ผมอยู่โลกคนล่ะใบกับพวกเขา” แต่ว่า “ผมต้องปกป้องโลกๆนี้ที่ผมยืนอยู่ร่วมกับพวกเขา”
 
ถึงแม้ว่าคนเราจะทำในเรื่องเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกัน ไม่ได้มีการกระทำที่เหมือนกัน เพราะต่างคนต่างคิดไม่เหมือนกัน โลกที่เรายืนอยู่อาจเป็นโลกทางกายภาพ ชีวิตและสังคมบนโลกนี้อาจเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมสำหรับคนบางคน และก็อาจเป็นสิ่งสำคัญของคนบางคน....
ถ้าเป็นคุณ คุณจะรู้สึกยังไง? ที่ต้องแบกรับภาระสำคัญ คุณจะใส่ใจภาระกิจนั้น? หรือสนใจเพียงแค่ตัวของคุณเอง? แต่ภาระสำคัญที่หากผิดพลาดจะกลายเป็นบาปหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว คุณจะรับผิดชอบได้ไหม? รับผิดชอบชีวิตของคนทั้งโลก  รับผิดชอบโลกของคุณ พร้อมกับรับผิดชอบการกระทำของคุณ รับผิดชอบในอำนาจที่ได้รับมอบมา กระทั้งความตายของตนเองที่รออยู่เบื้องหน้า...
Opening Theme: Uninstall- Chiaki Ishikawa (คุ้นหูกันในนิโกะๆดีครับ)
Ending Theme: Little Bird, Vermillion- Chiaki Ishikawa

เฉลี่ยผู้บริโภค- 78%: ไม่สนใจจะดู 12%: เป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ในเพศ 1%: เป็นผู้หญิง 9%: เป็นผู้ชาย

เรทค่านิยม– 16+(เริ่มสนใจ) 18+(ให้ความสนใจ)

จิตวิทยา: 10/10 ปรัชญา:7/10 คะแนนรวม: 10/10

เริ่มต้นด้วย?- เพลง Uninstall ในนิโกะนิโกะเมดเล่ย์ กับรีวิวในทีวีแม็กกาซีน....และโลโก้สุดสะดุดตา ที่มันไม่เต็มประโยค กัดแหว่งได้อย่างหน้าตาเฉย...รอให้คนดูคนอ่านได้เติมกัน...เติมเต็ม..งั้นหรอ?

File 08: Toki Wo Kakeru Shoujo

posted on 01 Aug 2011 21:14 by eva-tabris  in Thesis

Toki wo kakeru shoujo

(มี LC ไม่จำกัดเรทคนดู)

Director: Mamoru Hosoda

 

คำชี้แจงและสามารถหาอ่านเรื่องอื่นๆได้ในนี้ (สงสัยจะเบื่อกันแล้ว) http://eva-tabris.exteen.com/cyclopedia

“เวลาไม่เคยคอยใครนะ”

Toki wo kakeru shoujo หรือ The Girl Who Leapt Through Time หรือ กระโดด จั๊มพ์ ข้ามทะลุเวลา

อนิเมชั่นความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง(ถ้าจำไม่ผิด)โดยผู้กำกับชื่อดังโฮโซดะ มาโมรุ ที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมายหลากหลายสาขาทั้งเล็กทั้งใหญ่ จวบจนกระทั้งรางวัลของนักพากย์ จากภายนอกดูเป็นแค่อนิเมะหน้าตาพื้นๆ ที่เป็นมูฟวี่ฉายโรงเช่นเดียวกับซัมเมอร์ วอลล์ อนิเมะเรื่องถัดมาที่สร้างชื่อเสียงให้กับโฮโซดะ มาโมรุอย่างถล่มถลาย เรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องบุกเบินก่อนจะเป็นซัมเมอร์ วอลล์เลยทีเดียว

ด้านเนื้อหาผมประทับใจเรื่องนี้มากกว่าเรื่องซัมเมอร์ วอลล์ในบางจุด ด้านอารมณ์ตัวละครกับไคลแมกซ์เรื่องบนเลยเอาไปกินขาด ส่วนพล็อตเรื่องก็สุดๆทำให้อึ้งได้ หักมุมเกือบทุกบท แถมเข้าใจง่ายสุดๆ ไร้มลพิษ ไม่มีฉากเซอร์วิส โอ้ย เยี่ยม!! ดูได้ทุกเพศทุกวัยของแท้เลย!!

แต่เดิมเป็นมังงะที่เป็นภาคของคุณป้าที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับเนื้อหาในอนิเมชั่น แต่ในอนิเมชั่นนั้นได้นำมาสร้างในภาคของมาโกโตะ (รุ่นหลาน)เพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย แต่ภาคมังงะนั้นจะเบสิกและคลาสสิกกว่ากันเยอะเลยทีเดียว

เรามักจะคิดว่าถ้าย้อนเวลาได้มันก็ดี แต่พอดูเรื่องนี้แล้วการย้อนเวลากลับเป็นอะไรที่น่ากลัวถ้าเราไม่วางแผนให้รอบคอบก่อน เรื่องทฤษฎี Time Paradox ผมว่ามันเป็นอะไรที่วุ่นวายและซับซ้อนมากถ้าหากมันเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้แล้วมนุษย์นำไปใช้กันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะคนเราต้องเอาไปทำเรื่องผิดๆแน่นอน

แล้วสุดท้ายโลกนี้ก็จะไม่มีใครผิดใครถูก เพราะเมื่อผิด ก็สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ ฟังดูแล้ววุ่นวายดีนะครับกลับกัน ผมโล่งใจมากที่วัยรุ่นอย่างมาโกโตะ (นางเอก) นำมันไปใช้เพราะเรื่องเล็กๆน้อยแล้วสามารถแก้ปัญหาที่ตามมาได้ ซึ่งแสดงออกซึ่งโลกที่แสนใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กวัยรุ่นคนนึง ทั้งๆที่ในชีวิตจริงนั้นวัยรุ่นราวๆมาโกโตะคงจะต้องมีปมอะไรมากมายทางกลไกลด้านจิตวิทยาของวัยรุ่นและหลายๆคนคงพูดได้เต็มปากว่าพ้นจากความใสซื่อไปแล้วส่ะส่วนใหญ่ และแน่นอนว่าเป็นช่วงวัยหัวเลี่ยวหัวต่อกันเลยทีเดียว

บุคลิกภาพของคอนโนะ มาโคโตะ นั้นแสดงให้เห็นความคิดและทัศนคติของเด็กวัยรุ่นที่ควรจะเป็น วัยรุ่นควรจะมีความคิดที่ใสสะอาดและบริสุทธิ์ มีจิตใจที่หนักแน่นแลเป็นตัวของตัวเอง ไร้เดียงสาแต่ไม่ได้อ่อนแอ สนุกกับชีวิตวัยรุ่นอย่างอิสระและสร้างสรรค์ แต่ในปัจจุบันความใสซื่อและความไร้เดียงสาที่อยู่ในกรอบเหล่านั้นจะไม่ค่อยได้ปรากฏสู่สายตาของสังคมแล้ว "ภาพพจน์ของเด็กดี"เหล่านี้กลายเป็นแค่ความหวังของผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเนื้อเรื่องนั้นก็เกิดมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆนั้นแหล่ะครับ ตามสำนวนที่ว่า

"ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่" 

เพราะเรื่องเล็กน้อยนั้นทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ถ้ามาโกโตะตัดสินใจย้อนเวลาไปทำเรื่องอะไรที่ใหญ่มากๆล่ะ รับรองว่าปัญหามันไม่จบง่ายๆแน่ อย่างที่ชิอากิได้บอกหรือเตือนไว้ แกนหลักของเรื่องก็คือ “การระวัง” ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นต้องรอบคอบ ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ตาม

ส่วนแกนที่ตามมาก็คือความสัมพันธ์ของ “เพื่อน”ครับความรู้สึกที่ว่าอยากอยู่ด้วยกันตลอดไปนั้นผมเองก็มีเนื้อเรื่องก็สื่อออกมาได้ดีมากจนเข้าถึงกันเลยทีเดียว ความหมายของมิตรภาพนั้นมีแต่ความจริงใจและบริสุทธิ์ใจให้กัน ไม่ต้องการที่จะพรากจากหรือเหินหาง อยากอยู่ด้วยกัน อยากรู้ใจกัน โดยที่ไม่มีสิ่งใดบนโลกมาขัดขวางมิตรภาพสายสัมพันธ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเพศ คนอื่น หรือกระทั้งเวลา

 แต่ “ความรัก”ของเรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าประทับใจกว่าเยอะเลย ในมุมมองแรกมันอาจจะเป็นสิ่งที่ฟาดฟันมิตรภาพให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่สำหรับเรื่องนี้ว่ามันเป็นอะไรที่ผมนึกไม่ถึงจริงๆ แล้วตอนจบถึงมันก็ไม่น้ำเน่าอย่างที่พล็อตปกติควรจะเป็น แต่มันก็เป็นอะไรที่มีคุณค่าทางจิตใจมาก

ตอนแรกผมไม่ชอบชิอากิเลยดูเหมือนพวกตัวประกอบผู้ชายตามพล็อตธรรมดาที่ออกแนวเฮฮาๆและมาดแมด เหมือนกับคาแรคเตอร์ทั่วไปที่หาได้ในเรื่องอื่นๆ แต่ตอนที่มันจะหายไป แมนมาก!! ไม่คิดว่าจะเป็นคนแบบนี้ ฮะๆ

 แพ็กเกตดี สวย เยี่ยม นักพากย์ญี่ปุ่นพากย์เข้าถึงอารมณ์ ฟังแล้วเป็นธรรมชาติ แต่ก็แอบประทับใจแบบพากย์ไทยที่แอบใส่มุกเกินพากย์ญี่ปุ่นด้วยแหะ ฮ้า ไทยเราถึงแม้จะแพ้เรื่องเสียงพากย์บางฉาก แต่รวมๆแล้วก็ไม่เลว คุ้มจริงๆที่ซื้อลิขสิทธิ์มา เพียงแต่ผมไม่รู้นะว่าได้ฉายโรงในไทยหรือเปล่า แต่คงไม่ได้ฉายเพราะถ้าฉายผมน่าจะรู้เรื่องนะ หรือว่าผมตกข่าวเองหว่า...

เฉลี่ยผู้บริโภค- 50%: ไม่สนใจจะดู 18%: เป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ในเพศ 16%: เป็นผู้หญิง 16%: เป็นผู้ชาย

เรทค่านิยม– 0+(เริ่มสนใจ) 16+(ให้ความสนใจ)

จิตวิทยา: 6/10 ปรัชญา:7.5/10

เริ่มต้นด้วย?- ทั้งๆที่สร้างก่อนเรื่องข้างบน แต่ผมดันดูที่หลัง เพราะว่าประทับใจเรื่องบนนั้นแหล่ะ สรุปกลายเป็นรักเหมาๆทั้งสองเรื่องเลย

------------------------------------------------------------------------------------------------------

เปิดเทอมแล้ว เวลาอัพบล็อกก็แทบจะไม่มี เน็ตก็เน่าๆ คงจะได้ทำอะไรเต็มรูปแบบจริงๆก็คงจะเป็นตอนปิดเทอมสินะ

 
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาตัวกันด้วยนะครับ!!

File 01: Neon Genesis Evangelion

posted on 03 Jul 2011 15:24 by eva-tabris  in Thesis

Neon Genesis Evangelion

(มี LC จำกัดเรทคนดู 15+)

Director: Hideaki Anno

 
 

“ถ้ายังสามารถนึกถึงตัวเองได้ ไม่ว่าใครก็จะสามารถกลับสู่ความเป็นคนได้ทั้งนั้น 

อนิเมะติดฟันเคี้ยวยากกลืนยาก เด็กไม่สน ผู้ใหญ่บางคนไม่แล บางคนคายทิ้งตั้งแต่เข้าปาก แต่คนที่สามารถกลืนมันลงไปได้ทั้งหมดจะเข้าถึงคำว่า อร่อย อย่างแท้จริง.....

 

คำชี้แจงและเรื่องอื่นๆอยู่ในนี้ http://eva-tabris.exteen.com/cyclopedia
 

**เรื่องนี้ผมจะเขียนออกมาเรื่อยๆครับ จะไม่ได้มีแค่หน้านี้หน้าเดียวแน่นอน จะมีอีกหลายๆเอนทรี่ตามมา อันนี้แค่จัดอยู่ในคอลเลคชั่นสารานุกรมอนิเมะเฉยๆนะครับ (รวมเอาไว้งั้นแหล่ะ ได้ใจความดี) เพราะฉะนั้นจะงดลงรีวิวและสปอร์ยเนื้อหานะครับ....

 

Neon Genesis Evangelion (Shin seiki Evangelion)หรือชื่อที่เราคุ้นหูกันดีว่า Evangelion (Eva)

อนิเมะทีวีซี่รี่ย์ความยาว 26 ตอนจบ และมีภาค Death and Rebirth & The End of Evangelion ฉายครั้งแรกในปี 1995 ปัจจุบันมีการนำกลับมาทำใหม่เป็นภาคมูฟวี่ 4 ตอนจบ ในชื่อของ Rebuild of Evangelion สร้างโดยสตูดิโอ Gainax กำกับโดย Hideaki Anno ออกแบบคาแรคเตอร์โดย Sadamoto Yoshiyuki อนิเมะที่มีแฟนไชน์และประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าใครที่เดินหน้าเข้าสู่วงการอนิเมะ ย่อมรู้จักอนิเมะเรื่องนี้เป็นธรรมดา
 
 
 
 

คนที่ดูอนิเมะแล้วคิดเป็นแบบจริงๆจังๆมักจะเข้าใจอาการผิดปกติทางความคิดหรือที่เรียกว่าความเพี้ยนดี  ความเพี้ยนที่ฉลาดมากกว่าคนอื่นทางด้านความคิดบางจุด แต่ไม่ได้ฉลาดด้านอารมณ์ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ปัญหาทางจิตใจ เพราะมักจะยึดแต่ตัวเองคนเดียว มักจะมีความคิดพิเศษและแปลกประหลาดมากมายในหัว มีจินตนาการที่พิลึกพิลั่น ทำให้เข้าสังคมยาก แล้วจะเกิดเป็นอาการ จิตตกหรือซึมเศร้าไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจเรื่องรอบตัว ตลอดจนไม่เข้าใจตนเอง นำพามาซึ่งการเก็บตัวเก็บกด (ไม่นับอาการโอตาคุนะ โอตาคุมันเป็นพวกค่านิยมทางด้านรูปลักษณ์ภายนอก การ์ตูนหนักสมองมันไม่แตะหรอก) โดยอาการ ปัญหาและสาเหตุของแต่ล่ะคนจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ประสบการณ์ชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและเข้าใจยาก ขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆที่พบพานและแนวความคิดของตัวผู้รับชมเช่นกัน เรื่องพวกนี้นั้นแหล่ะ คือสิ่งที่อนิเมะเรื่องนี้อยากถ่ายทอดออกมาผ่านทางความคิดและการกระทำของคาแรคเตอร์ "อิคาริ ชินจิ"ซึ่งก็ถ่ายทอดออกมาค่อนข้างหนักและเข้มข้นมากเกินกว่าที่บางคนและอีกหลายๆคนจะรับได้

 
 
 
 
คนปกติมักดูไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่คำว่ารู้เรื่องของผมน่ะมันมีหลายความหมาย คือคุณรู้หรือเปล่าว่าเขาอยากถ่ายทอดอะไรออกมา? ไอ้เรื่องเนื้อหาหรือหลักปรัชญาน่ะ จะงงก็ไม่ผิดแต่มันไม่ใช่แกนหลัก เนื้อหามันแค่เครื่องเทศรสชาติพิศวงที่ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ไม่เสียหาย แต่คุณรู้หรือเปล่า? ว่าคุณกำลังทานอะไรอยู่? ถ้าดูแล้วไม่คิดตามมันก็ไม่ต่างอะไรกับกินเฉยๆเพื่อความอยู่รอด เพราะฉะนั้น ดูแล้วต้องคิด ถึงจะยากแต่มันจะเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อตนเองและคนที่คุณไม่เข้าใจอีกหลายๆคนได้ดีกว่าเดิมแน่นอน อนิเมะเรื่องนี้ความจริงในวงการ(จิต)แพทย์ให้การยอมรับกลายๆนะ เพราะเพื่อนผมมีพ่อเป็นแพทย์ พ่อของเขาดูท่าจะรักเรื่องนี้สุดๆเลย เปิดให้เพื่อนผมดูตั้งแต่เล็กๆยันปัจจุบัน แต่ลูกกลับดูไม่รู้เรื่อง เพราะยังเด็กหรืออะไรไม่รู้นะ แต่ถึงปัจจุบันนี้เพื่อนผมคนนั้นก็ยังดูไม่รู้เรื่องคือเดิม อนิเมะเรื่องนี้อาจเป็นการ์ตูนวัดระดับความคิดของคนดูกลายๆก็ได้ ใครจะรู้? แต่ในภาคซีรี่ย์ก็ต้องยอมรับว่าบางฉากมัน รุนแรง มากในหลายๆเหตุผล ทั้งผลกระทบทางจิตใจและความรุนแรงจากสื่อ ฉากเหล่านั้นจึงไม่เหมาะกับเด็กสุดๆ ซึ่งผู้ใหญ่บางคนเองก็รับไม่ได้ แต่สำหรับคนที่เอาไปคิดมันก็ดี แล้วคนที่คิดมากเกินไปนี้จะแย่เปล่าๆ หากคิดว่ามันมากเกินไปก็ควรใช้วิจารณ์ยานและประเมิลตนเองด้วยนะครับ
 
ในบางแง่เด็กมักจะมองเห็นหรือเข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ถึง ซึ่งให้อธิบายนี้มันก็ยาก เช่นในความรู้สึกของเด็กอาจเป็นความสับสน อ่อนแอ วุ่นวาย โกรธเคือง แต่ในสายตาผู้ใหญ่อาจมองเรื่องเหล่านั้นเป็นแค่เรื่องงอแงของเด็กที่ดูไม่จำเป็น ทั้งๆที่ความรู้สึกเหล่านั้นมันเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก บางเรื่องเด็กก็คิดเป็นมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ก็แค่ส่วนน้อยจากหลากหลายเรื่อง ที่ยังไงผู้ใหญ่ก็ต้องคิดได้ดีกว่า แต่เรื่องเล็กน้อยพวกนั้นมันก็มีค่ามากพอ... เด็กมีความรับผิดชอบมากกว่าในบางแง่ ปมปัญหาทางจิตใจของตัวละครแต่ล่ะตัวนั้นคือแกนหลักของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แล้วการ์ตูนเรื่องนี้ก็เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสเอาการในด้านการถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมา เป็นความวิเศษอย่างหนึ่งเพราะมันเป็นอะไรที่มากกว่าการ์ตูน ในการถ่ายทอดการเติบโตของเด็กที่มีปัญหา ไม่ใช่ทางร่างกาย แต่เป็นความคิด คนที่จะเติบโตนั้นหาใช่คาแรคเตอร์ แต่เป็นคนดูต่างหาก... 

 

เฉลี่ยผู้บริโภค- 60%: ไม่สนใจจะดู 20%: เป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ในเพศ 5%: เป็นผู้หญิง 15%: เป็นผู้ชาย

เรทค่านิยม 16+(เริ่มสนใจ) 18+(ให้ความสนใจ)

จิตวิทยา: 10/10 ปรัชญา:10/10 คะแนนรวม: 10/10

เริ่มต้นด้วย?- เรย์ อายานามิ!!...เอ้ย ประมาณ10ขวบมั้ง เพราะว่ามันเป็นตำนานขนาดนี้ ไปเว็บไหนก็มักจะเจอ เลยต้องทำการค้นคว้า เริ่มต้นที่วิกิพีเดียร์ภาษาไทยที่เขียนข้อมูลละเอียดในระดับหนึ่ง สะดุดตรงที่ว่า อ.ซาดาโมโตะเขียนขึ้นมาเพราะอยากถ่ายทอดอาการซึมเศร้าลงในอนิเมะ(ที่ผมเป็นบ่อยๆ) เลยบูชามาตั้งแต่บัด

นั้นอย่างไร้เงื่อนไขไปเลย......

 
--------------------------------------------------------------------
ป.ล. บอกผมทีว่าบล็อกนี้กลายเป็นบล็อกอีวาโดยสมบูรณ์แล้วใช่ไหม?
ป.ล.2 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันครับ แค่อ่านก็ดีใจแล้ว ถ้าเม้นท์แชร์ความเห็นกันด้วยก็จะดีใจยิ่งขึ้นไปอีก ขอย้ำว่าผมไม่จบแค่เอนทรี่นี้แน่นอน
ป.ล.3